น้องตุ้ม ปริญญา สุดช้ำ เล่าประสบการณ์เสียบริสุทธิ์ครั้งแรก หลังแปลงเพศ

น้องตุ้ม ปริญญา เปิดหมดเปลือกถึงประสบการณ์เสียบริสุทธิ์ครั้งแรกหลังแปลงเพศ บอกสุดช้ำที่มอบให้รักครั้งแรก รับตอนนี้ชีวิตรักสุดแฮปปี้
หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน หลายคนคงรู้จักกับ น้องตุ้ม ปริญญา นักมวยสาวประเภทสองสุดแซ่บ ที่ฝีมือการชกต่อยขั้นเทพจนชกชนะคู่แข่งที่เป็นผู้ชายแท้ ๆ มาหลายรอบ ซึ่งก็เป็นที่ฮือฮามากเมื่อเจ้าตัวแปลงเพศตอนอายุ 17 ปี และเมื่อเร็ว ๆ มานี้ก็เพิ่งเปิดตัวรักครั้งใหม่กับหนุ่มรุ่นน้องที่อายุห่างกัน

ถึง 12 ปีอีกด้วย

ล่าสุด (27 มกราคม 2561) ตุ้ม ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงประสบการณ์ความรักทั้งในอดีตและปัจจุบันในรายการ เสือ สิงห์ กระทิง แซ่บ@night ทางช่อง 3 ว่า ตอนนี้กินเด็กอ่อนกว่า 12 ปี เป็นนักมวยรุ่นน้องที่อยู่ในค่ายเดียวกัน เราคบหาดูใจกันมากว่า 5 ปีแล้ว เราแพ้เขาเพราะเขาเอาใจเก่ง ซึ่งความจริงแล้วแฟนก็เคยคบผู้หญิงมาก่อน 3-4 คน แต่เราก็ใช้แม่ไม้มวยไมยมัดใจเขาอยู่ ส่วนที่ทำให้เราทั้งรักทั้งหลง เพราะเราลีลาท่ายากเยอะเหมือนท่าต่อยมวย แถมเป็นคนคุมเงินทุกบาททุกสตางค์ เงินอยู่ที่เราหมดเลย แฟนหาเงินมาให้หมด เมื่อก่อนให้เขาแค่วันละ 100 แต่เดี๋ยวนี้ก็ให้เขาถือเงินเองบ้าง งานนี้เจ้าตัวยังโดนแซ็วว่า ดูเป็นคนเรียบร้อย แล้วลีลาบนเตียงจะแซ่บจริง ๆ เหรอ ตุ้ม เลยตอบกลับไปว่า เห็นเงียบ ๆ แบบนี้ฟาดเรียบนะคะ จนฮากันทั้งรายการ
โดยเจ้าตัวยังได้เอ่ยถึงเรื่องรักในอดีตกับรักครั้งแรกที่ทำให้เสียใจมาก ๆ คือตอนนั้นหลังจากที่ตัดสินใจไปแปลงเพศตอนอายุ 17 เราก็มีรักครั้งแรกตอนอายุ 18 เราก็หวังมอบความบริสุทธิ์ครั้งแรกให้กับคนที่เรารัก เราก็รักเขา เขาก็รักเรามาก แต่เมื่อคบกันไปได้ 4 ปี ก็จับได้ว่าแฟนแอบมีกิ๊ก เราทนไม่ไหวก็ตัดใจเลิกเลย

และเมื่อถามถูกหาว่าอยู่ค่ายมวยกินผู้ชายไม่ซ้ำหน้าจริงไหม ตุ้ม ตอบว่า ไม่จริง เพราะเป็นฝ่ายถูกผู้ชายกิน พร้อมเผยต่อว่า จริง ๆ ตุ้มคบทีละคน ไม่คบซ้อน ถ้าไม่ดีก็เลิกคบคนใหม่ ถ้าดีก็คบยาว ๆ ส่วนมากแฟนจะเป็นนักมวยหมด เพราะผู้ชายทั่วไปไม่กล้าจีบ ด้วยความที่เราเป็นนักมวยด้วย เขาเลยกลัว แต่พอเป็นนักมวยด้วยกันเขารู้ทาง มันแก้มวยกันได้ พร้อมยอมรับว่า ที่มีวันนี้ได้เพราะความเป็นกะเทยและเป็นนักมวยของเรา ทำให้คนรู้จักเรา พร้อมทั้งบอกว่า มีเสี่ยมาเปย์เรา ชวนไปกินข้าว แต่เราหนีเลย

สุดท้าย ตุ้ม ยังอยากได้พูดถึงการแปลงเพศและน้อง ๆ กะเทย อยากแปลงเพศ ว่า เราต้องรู้ว่าเราทำเพราะอะไร อย่างตน ทำเพราะตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อผู้ชายคนไหน เราทำเพราะความสุขของเรา พ่อแม่ก็เห็นด้วยกับเรา ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและคนอื่น เราทำมา 20 กว่าปีแล้ว ไม่เคยเสียใจเลยที่ตัดสินใจทำในตอนนั้น ซึ่งตนมองว่าตอนที่ตนทำมันยังไม่เปิดกว้างกับเพศที่สาม แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้วว่าต้องแปลงเพศไหม เพราะมันก็ทำให้เรามีความสุขแม้ไม่ได้แปลงเพศก็ตาม

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก กระปุกดอทคอม